My Picture.

วันอังคารที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

วีธีเลือกซื้อ อูคูเลเล่ กีตาร์ฮาวาย ทรงเสน่ห์



อูคูเลเล่
อูคูเลเล่ กีตาร์ฮาวาย


เกริ่นนำโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณข้อมูลจาก คุณเมษาฮาวาย

           ไม่เพียงวงการดนตรีที่มีกระแส อูคูเลเล่ หรือ กีตาร์ฮาวาย ฟี เวอร์ เพราะคนแทบทุกวงการก็กำลังหลงใหลคลั่งไคล้เจ้ากีตาร์ขนาดย่อนี้กันยกใหญ่ หลังมีนักร้องดังหลายคนนำมาดีดประกอบเพลง และล่าสุดกับสาวเซอร์ นท พนายางกูร แห่งเวที เดอะสตาร์ ค้นฟ้าคว้าดาว ปี 7 ที่หยิบเอา อูคูเลเล่ มาดีดโชว์อยู่บ่อยครั้ง ทำให้เจ้า อูคูเลเล่ ได้รับความสนใจมากขึ้นเรื่อย ๆ

           สำหรับใครที่อยากเล่น อูคูเลเล่ ก็ต้องซื้อหาจับจองมาเป็นเจ้าของ ซึ่งสนนราคาเริ่มต้นที่ 1,500 - 50,000 หรือสูงกว่านั้น ขึ้นอยู่กับวัสดุที่ใช้ทำ อูคูเลเล่ อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน ราคา อูคูเลเล่ ปรับตัวสูงขึ้นมากตามความนิยม วันนี้เราจึงนำ วิธีการเลือกซื้ออูคูเลเล่ จาก คุณเมษาฮาวาย มาฝากกันค่ะ

           1. อูคูเลเล่ ที่ดี ต้องไม่ใช่สวยแค่รูป เสียงเป็นส่วนที่สำคัญกว่า (เว้นเสียแต่ว่า จะซื้อมาตั้งโชว์เฉย ๆ) แต่ให้ดีที่สุดคือ เสียงและรูปควรจะดีทั้งคู่ ลวดลายที่ฝังมุก ทำขอบคิ้วไม่ได้มีผลกับเสียง ถ้าจะต้องจ่ายเพิ่มก็ควรคำนึงถึงจุดนี้ด้วย แต่บางยี่ห้อก็ใส่เครื่องประดับเข้าไปเยอะจนทำให้เสียงทึบและหนักเข้าไปอีก

           2. ไม้ที่ใช้ทำมีส่วนสำคัญมาก ไม้แต่ละชนิดจะให้เสียงแตกต่างกันไป ถ้าพอจะมีกำลังทรัพย์ ขอแนะนำให้ซื้อไม้ที่เป็นไม้แท้ทั้ง ตัว (solid) จะดีกว่าไม้อัด (composite หรือ plywood) ยกตัวอย่าง ไม้ all solid mahogany ก็จะทำจากมะฮอกกานีทั้งแผ่น ไม่ผสมอะไรใด ๆ ทั้งสิ้น แต่ถ้าเป็นไม้ composite อาจจะเป็นลักษณะที่่ว่า นำไม้อัดมาทำแล้วใช้มะฮอกกานีแผ่นบาง ๆ แปะด้านหน้าเพื่อความสวยงาม

           3. ไม้ที่เป็น solid ยิ่งเล่น เสียงจะยิ่งดีขึ้นตามกาลเวลา เก็บให้เก่าอย่างเดียวก็จะไม่ดีเท่าเก็บแล้วเล่น ต้องเล่นให้ไม้มันได้สั่น ได้ดิ้นบ้าง


ิอูคูเลเล่
อูคูเลเล่ กีตาร์ฮาวาย


           4. เสียงดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เมื่อผ่านไปประมาณ 1 ปี แล้วน้ำหนักจะเบาลง เพราะไม้จะแห้ง สังเกตอูคูเลเล่รุ่นเก่า ๆ จะเบากว่าตัวใหม่ที่เพิ่งออกมาจากโรงงาน โดยส่วนตัวแล้วถ้าซื้อของมือสองแล้วเสียงมันดี อาจดีกว่าซื้อมือหนึ่งแต่เสียงไม่ดี (แล้วก็ไม่แน่ว่าอีกปีเสียงมันจะดีขึ้นมา)

           5. สังเกตบริเวณรอยต่อต่าง ๆ ควรจะต้องหนาแน่น จุดที่ควรระวังคือ บริเวณคอ และบริเวณ bridge (ส่วนที่สายด้านล่างลงมาร้อย) ใช้ไปนาน ๆ บางทีคอเบี้ยว คอคด ส่วนที่เป็น bridge ถ้ากาวไม่หนาแน่น มันอาจจะหลุดออกมาได้ เพราะแรงดึงของสาย (บางยี่ห้อ ยังไม่ทันจะไขให้สายตึงได้ทูน ไขไป bridge ดังแก๊ก ๆ ๆ ๆ แล้ว) ถ้าซื้อของมือสองให้สังเกตุว่า มีรอยกาวหรือรอยซ่อมบริเวณ คอ หรือ bridge หรือเปล่า ไม้ที่ผ่านการซ่อมแซม มักจะมีรอยให้เห็น เช่นรอยเดิมกับรอยใหม่อาจจะไม่ทับกันพอดี หรือมีกาวที่ล้นเกินออกมา อูคู่เลเล่ เก่า ๆ คุณภาพงานดีอย่างของ Martin หรือ Kamaka อายุหกเจ็ดสิบปี ไม่เคยมีปัญหา

           6. วางอูคูเลเล่ ในแนวระนาบ แล้วเล็งดูว่าไม้มีการคดงอหรือไม่ แนบตาลงไปจนชิดกับส่วนท้ายของอูคูเลเล่ แล้วส่องไปที่ส่วนหัว เราควรจะเห็นเฟรทบอร์ดเรียงตัวกันเป็นระเบียบ ถ้า อูคูเลเล่ คอเบี้ยว จะมองออกว่าเฟร็ดไม่อยู่ในแนวระนาบ อูคูเลเล่ ใหม่ ๆ ไม่ค่อยมีปัญหานี้ (แต่ก็ไม่แน่) ส่วนมากอูคูเลเล่เก่า ๆ จะเป็นเนื่องจากเก็บไม่ถูกวิธี

           7. ลองขยับ ไข tuners ดูว่าหลวมหรือเปล่า ไขได้คล่องมั้ย ถ้าเป็น friction tuners เราอาจจะต้องไขหมุดโลหะด้านบนสุดก่อน (แล้วมันจะแน่นขึ้น) แต่ก็ไม่ควรไขจนหมุนไปไหนไม่ได้ ซึ่งอาจจะทำให้เกิดความเสียหายกับไม้ได้

           8. ลูบ ๆ คลำ ๆ โดยเฉพาะส่วนที่เป็นขอบของเฟทบอร์ด ควรจะถูกตะไบให้เรียบร้อย ไม่ให้มีส่วนแหลมคม คงไม่ดีแน่ถ้าเล่นแล้วเฟรทแทงฉึก เลือดพุ่ง

           9. ลูบ ๆ คลำ ๆ (อีกแล้ว) ไปรอบ ๆ เพื่อดูว่าแล็คเกอร์ถูกทาสม่ำเสมอทั่วตัวหรือไม่ (เว้นรุ่นผิวด้าน อาจจะดูยากนิดนึง)


อูคูเลเล่
อูคูเลเล่ กีตาร์ฮาวาย


           10. สังเกตโดยรอบว่ามีรอยแตก รอยหัก รอยบิ่น รอยข่วนใด ๆ หรือไม่ ของมือหนึ่งไม่ควรจะเป็นรอย ของมือสองอาจจะมีรอยบ้าง ถ้าเป็นแค่รอยข่วน (scratch) ที่ผิวแลกเกอร์ไม่ได้กินลึกเข้าไปในเนื้อไม้ ก็เป็นเรื่องปกติ เพราะเกิดจากการผ่านการเล่น ผ่านการสตรัม แต่ถ้าเป็นรอยแตกของเนื้อไม้ (crack) ต้องระวังให้ดี เพราะเล่นไปนาน ๆ อาจจะแตกเพิ่มถ้าไม่ซ่อมแซม แต่บางรอยแตกเป็นแบบแตกบาง ๆ (hairline crack) ก็ไม่ต้องทำอะไรเพิ่มเติม ถ้ารอยแตกใหญ่ถึงขนาดที่ส่องอูคูเลเล่กับไฟแล้วเห็นทะลุลอดไปได้ ควรจะระวังเป็นพิเศษ แต่เชื่อหรือไม่ว่าอูคูเลเล่เก่า ๆ บางตัว (เห็นมากับตา ฟังมากับหู) มีรูโหว่เบ้อเร่อ แตกบิ่นทั่วร่าง แต่เสียงโคตรดี

           อ้อ..อย่า ลืมส่องดูข้างใน sound hole เผื่อเจอแมงมุมทำรังอยู่ ระวังโดนกัด สังเกตดูพวก braces (กระดูกงู หรือเปล่า) ที่อยู่ตามขอบด้านใน ว่างานเรียบร้อยดี

           11. ดมดู (อย่าเพิ่งขำไป) ถ้าซื้อของเก่ามือสอง กลิ่นควรจะเก่า ๆ ถ้ากลิ่นใหม่ให้พึงระวังว่า อาจจะผ่านการซ่อมแซมและทาแลกเกอร์ใหม่ทับ

           12. Intonation ควรจะถูกต้อง แต่ละเฟรทควรจะมีโน้ตที่ถูกต้อง ถ้ามีเครื่อง digital tuner ก็ไช้ไล่ไปเลยทีละช่อง เทียบกับตารางโน้ต ที่เฟรท 12 เสียงควรจะกลับมาเป็น G C E A

           13. สตรัมเพลงโปรดสักเพลงสองเพลง แล้วลองฟังดู อาจจะให้เพื่อนไปยืนอีกฟากหนึ่งของห้อง แล้วช่วยฟัง tone และ harmonic เสียงควรจะกลมกล่อม ไม่ควรมีโน้ตใดโน้ตหนึ่งกระโดดดึ๋งออกมา โดยไม่ได้รับเชิญ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ถ้าเราฟัง เราเล่น แล้วเราชอบ ก็ไม่ต้องไปสนใจใคร

           หวังว่าวิธีการเลือกซื้อ อูคูเลเล่ ข้างต้น คงเป็นประโยชน์บ้างไม่มากก็น้อย...แล้วไว้พบกันใหม่นะ สาวก อูคูเลเล่ ทั้งหลาย^^

วันจันทร์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

วิทยาศาสตร์กับดนตรี

งานวิจัยเกี่ยวกับดนตรีที่น่าสนใจ

    

ดนตรีช่วยกล่อมโลกให้สดใส  ดนตรีเริ่มมีมาตั้งแต่เสมัยใด มื่อไหร่

 (เรื่องนี้ต้องถามครูดนตรี.....แล้วหล่ะ) ในส่วนตัวของผู้เขียนเป็นคน

ชอบฟังเพลง(แต่ไม่ได้หมายความว่าร้องเพลงเพราะนะคะ) 

จึงสนใจว่าเสียงดนตรีมีผลต่อสิ่งมีชีวิตหรือไม่ ในด้านวิทยาศาสตร์ 

มีการตั้งสมมุติฐานหลายๆเรื่อง เกี่ยวกับดนตรี ที่น่าสนใจเช่น ดนตรี

หรือเสียงเพลงมีผลต่อการเจริญเติบโตของพืชเสียงเพลงทำให้ไก่

ออกไข่ได้มากขึ้นเป็นต้น   มีงานวิจัยเกี่ยวกับดนตรีที่น่าสนใจ เช่น

เสียงดนตรีส่งผลต่อหัวใจ


อ้างอิง : http://www.gotoknow.org/posts/343388

องค์ประกอบของ ดนตรีสากล


        ดนตรีเป็นศิลปะของเสียงที่เกิดจากความพากเพียรของมนุษย์ในการสร้างเสียงให้อยู่ในระเบียบของจังหวะ ทำนอง สีสันของเสียงและคีตลักษณ์
องค์ประกอบของดนตรีสากล
        ดนตรีไม่ว่าจะเป็นของชาติใด ภาษาใด ล้วนมีพื้นฐานมาจากส่วนต่างๆ เหล่านี้ทั้งสิ้น ความแตกต่างในรายละเอียดของแต่ละส่วนแต่ละวัฒนธรรมนั้น เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริง แต่การที่จะแตกต่างกันอย่างไรนั้น กรอบวัฒนธรรมของแต่ละสังคมจะเป็นปัจจัยที่กำหนดในตรงตามรสนิยมของแต่ละวัฒนธรรมจนเป็นผลให้สามารถแยกแยะดนตรีของชาติหนึ่งแตกต่างจากดนตรีของอีกชาติหนึ่งอย่างไร

        องค์ประกอบของดนตรีสากล ประกอบด้วย
1. เสียง (Tone)
         คีตกวีผู้สร้างสรรค์ดนตรี เป็นผู้ใช้เสียงในการสร้างสรรค์ผลิตงานศิลปะเพื่อรับใช้สังคม ผู้สร้างสรรค์ดนตรีสามารถสร้างเสียงที่หลากหลายโดยอาศัยวิธีการผลิตเสียงเป็นปัจจัยกำหนด เช่น การดีด การสี การตี การเป่า
        เสียงเกิดจากการสั่นสะเทือนของอากาศที่เป็นไปอย่างสม่ำเสมอ ส่วนเสียงอึกทึกหรือเสียงรบกวน (Noise) เกิดจากการสั่นสะเทือนของอากาศที่ไม่สม่ำเสมอ ลักษณะความแตกต่างของเสียงขึ้นอยู่กบคุณสมบัติสำคัญ 4ประการ คือ ระดับเสียง ความยาวของเสียง ความเข้มของเสียง และคุณภาพของเสียง
        1.1 ระดับเสียง (Pitch) หมายถึง ระดับความสูง-ต่ำของเสียง ซึ่งเกิดการจำนวนความถี่ของการสั่นสะเทือน กล่าวคือ ถ้าเสียงที่มีความถี่สูง ลักษณะการสั่นสะเทือนเร็ว จะส่งผลให้มีระดับเสียงสูง แต่ถ้าหากเสียงมีความถี่ต่ำ ลักษณะการสั่นสะเทือนช้าจะส่งผลให้มีระดับเสียงต่ำ
        1.2 ความสั้น-ยาวของเสียง (Duration) หมายถึง คุณสมบัติที่เกี่ยวกับความยาว-สั้นของเสียง ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่สำคัญอย่างยิ่งของการกำหนดลีลา จังหวะ ในดนตรีตะวันตก การกำหนดความสั้น-ยาวของเสียง สามารถแสดงให้เห็นได้จากลักษณะของตัวโน้ต เช่น โน้ตตัวกลม ตัวขาว และตัวดำ เป็นต้น สำหรับในดนตรีไทยนั้น แต่เดิมมิได้ใช้ระบบการบันทักโน้ตเป็นหลัก แต่ย่างไรก็ตาม การสร้างความยาว-สั้นของเสียงอาจสังเกตได้จากลีลาการกรอระนาดเอก ฆ้องวง ในกรณีของซออาจแสดงออกมาในลักษณะของการลากคันชักยาวๆ
        1.3 ความเข้มของเสียง (Intensity) ความเข้มของสียงเกี่ยวข้องกับน้ำหนักของความหนักเบาของเสียง ความเข้มของเสียงจะเป็นคุณสมบัติที่ก่อประโยชน์ในการเกื้อหนุนเสียงให้มีลีลาจังหวะที่สมบูรณ์
        1.4 คุณภาพของเสียง (Quality) เกิดจากคุณภาพของแหล่งกำเนิดเสียงที่แตกต่างกัน ปัจจัยที่ทำให้คุณภาพของเสียงเกิดความแตกต่างกันนั้น เกิดจากหลายสาเหตุ เช่น วิธีการผลิตเสียง รูปทรงของแหล่งกำเนิดเสียง และวัสดุที่ใช้ทำแหล่งกำเนิดเสียง ปัจจัยเหล่านี้ก่อให้เกิดลักษณะคุณภาพของเสียง ซึ่งเป็นหลักสำคัญให้ผู้ฟังสามารถแยกแยะสีสันของสียง (Tone Color) ระหว่างเครื่องดนตรีเครื่องหนึ่งกับเครื่องหนึ่งได้อย่างชัดเจน
2. พื้นฐานจังหวะ (Element of Time)
        จังหวะเป็นศิลปะของการจัดระเบียบเสียง ที่เกี่ยวข้องกับความช้าเร็ว ความหนักเบาและความสั้น-ยาว องค์ประกอบเหล่านี้ หากนำมาร้อยเรียง ปะติดปะต่อเข้าด้วยกันตามหลักวิชาการเชิงดนตรีแล้ว สามารถที่จะสร้างสรรค์ให้เกิดลีลาจังหวะอันหลากหลาย ในเชิงจิตวิทยา อิทธิพลของจังหวะที่มีผลต่อผู้ฟังจะปรากฏพบในลักษณะของการตอบสนองเชิงกายภาพ เช่น ฟังเพลงแล้วแสดงอาการกระดิกนิ้ว ปรบมือร่วมไปด้วย
3. ทำนอง (Melody)
        ทำนองเป็นการจัดระเบียบของเสียงที่เกี่ยวข้องกับความสูง-ต่ำ ความสั้น-ยาว และความดัง-เบา คุณสมบัติเหล่านี้เมื่อนำมาปฏิบัติอย่างต่อเนื่องบนพื้นฐานของความช้า-เร็ว จะเป็นองค์ประกอบของดนตรีที่ผู้ฟังสามารถทำความเข้าใจได้ง่ายที่สุด
        ในเชิงจิตวิทยา ทำนองจะกระตุ้นผู้ฟังในส่วนของสติปัญญา ทำนองจะมีส่วนสำคัญในการสร้างความประทับใจ จดจำ และแยกแยะความแตกต่างระหว่างเพลงหนึ่งกับอีกเพลงหนึ่ง
4. พื้นผิวของเสียง (Texture)
        “พื้นผิว” เป็นคำที่ใช้อยู่ทั่วไปในวิชาการด้านวิจิตรศิลป์ หมายถึง ลักษณะพื้นผิวของสิ่งต่างๆ เช่น พื้นผิวของวัสดุที่มีลักษณะขรุขระ หรือเกลี้ยงเกลา ซึ่งอาจจะทำจากวัสดุที่ต่างกัน
        ในเชิงดนตรีนั้น “พื้นผิว” หมายถึง ลักษณะหรือรูปแบบของเสียงทั้งที่ประสานสัมพันธ์และไม่ประสานสัมพันธ์ โดยอาจจะเป็นการนำเสียงมาบรรเลงซ้อนกันหรือพร้อมกัน ซึ่งอาจพบทั้งในแนวตั้งและแนวนอน ตามกระบวนการประพันธ์เพลง ผลรวมของเสียงหรือแนวทั้งหมดเหล่านั้น จัดเป็นพื้นผิวตามนัยของดนตรีทั้งสิ้น ลักษณะรูปแบบพื้นผิวของเสียงมีอยู่หลายรูปแบบ ดังนี้
        4.1 Monophonic Texture 
        เป็นลักษณะพื้นผิวของเสียงที่มีแนวทำนองเดียว ไม่มีเสียงประสาน พื้นผิวเสียงในลักษณะนี้ถือเป็นรูปแบบการใช้แนวเสียงของดนตรีในยุคแรกๆ ของดนตรีในทุกวัฒนธรรม

        4.2 Polyphonic Texture 
        เป็นลักษณะพื้นผิวของเสียงที่ประกอบด้วยแนวทำนองตั้งแต่สองแนวทำนองขึ้นไป โดยแต่ละแนวมีความเด่นและเป็นอิสระจากกัน ในขณะที่ทุกแนวสามารถประสานกลมกลืนไปด้วยกัน

        ลักษณะแนวเสียงประสานในรูปของ Polyphonic Texture มีวิวัฒนาการมาจากเพลงชานท์ (Chant) ซึ่งมีพื้นผิวเสียงในลักษณะของเพลงทำนองเดียว (Monophonic Texture) ภายหลังได้มีการเพิ่มแนวขับร้องเข้าไปอีกหนึ่งแนว แนวที่เพิ่มเข้าไปใหม่นี้จะใช้ระยะขั้นคู่ 4 และคู่ 5 และดำเนินไปในทางเดียวกับเพลงชานท์เดิม การดำเนินทำนองในลักษณะนี้เรียกว่า “ออร์กานุ่ม” (Orgonum) นับได้ว่าเป็นยุคเริ่มต้นของการประสานเสียงแบบ Polyphonic Texture หลังจากคริสต์ศตวรรษที่ 14 เป็นต้นมา แนวทำนองประเภทนี้ได้มีการพัฒนาก้าวหน้าไปมาก ซึ่งเป็นระยะเวลาที่การสอดทำนอง (Counterpoint) ได้เข้าไปมีบทบาทเพิ่มมากขึ้นในการตกแต่งพื้นผิวของแนวทำนองแบบ Polyphonic Texture
        4.3 Homophonic Texture 
        เป็นลักษณะพื้นผิวของเสียง ที่ประสานด้วยแนวทำนองแนวเดียว โดยมี กลุ่มเสียง (Chords) ทำหน้าที่สนับสนุนในคีตนิพนธ์ประเภทนี้ แนวทำนองมักจะเคลื่อนที่ในระดับเสียงสูงที่สุดในบรรดากลุ่มเสียงด้วยกัน ในบางโอกาสแนวทำนองอาจจะเคลื่อนที่ในระดับเสียงต่ำได้เช่นกัน ถึงแม้ว่าคีตนิพนธ์ประเภทนี้จะมีแนวทำนองที่เด่นเพียงทำนองเดียวก็ตาม แต่กลุ่มเสียง (Chords) ที่ทำหน้าที่สนับสนุนนั้น มีความสำคัญที่ไม่น้อยไปกว่าแนวทำนอง การเคลื่อนที่ของแนวทำนองจะเคลื่อนไปในแนวนอน ในขณะที่กลุ่มเสียงสนับสนุนจะเคลื่อนไปในแนวตั้ง

        4.4 Heterophonic Texture 
        เป็นรูปแบบของแนวเสียงที่มีทำนองหลายทำนอง แต่ละแนวมีความสำคัญเท่ากันทุกแนว คำว่า Heteros เป็นภาษากรีก หมายถึงแตกต่างหลากหลาย ลักษณะการผสมผสานของแนวทำนองในลักษณะนี้ เป็นรูปแบบการประสานเสียง

5. สีสันของเสียง (Tone Color)
         “สีสันของเสียง” หมายถึง คุณลักษณะของเสียงที่กำเนิดจากแหล่งเสียงที่แตกต่างกัน แหล่งกำเนิดเสียงดังกล่าว เป็นได้ทั้งที่เป็นเสียงร้องของมนุษย์และเครื่องดนตรีชนิดต่างๆ ความแตกต่างของเสียงร้องมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นระหว่างเพศชายกับเพศหญิง หรือระหว่างเพศเดียวกัน ซึ่งล้วนแล้วแต่มีพื้นฐานของการแตกต่างทางด้านสรีระ เช่น หลอดเสียงและกล่องเสียง เป็นต้น
        ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับเครื่องดนตรีนั้น ความหลากหลายด้านสีสันของเสียง ประกอบด้วยปัจจัยที่แตกต่างกันหลายประการ เช่น วิธีการบรรเลง วัสดุที่ใช้ทำเครื่องดนตรี รวมทั้งรูปทรง และขนาด ปัจจัยเหล่านี้ล้วนส่งผลโดยตรงต่อสีสันของเสียงเครื่องดนตรี ทำให้เกิดคุณลักษณะของเสียงที่แตกต่างกันออกไป
        5.1 วิธีการบรรเลง 
        อาศัยวิธีดีด สี ตี และเป่า วิธีการผลิตเสียงดังกล่าวล้วนเป็นปัจจัยให้เครื่องดนตรีมีคุณลักษณะของเสียงที่ต่างกัน


        5.2 วัสดุที่ใช้ทำเครื่องดนตรี 
        วัสดุที่ใช้ทำเครื่องดนตรีของแต่ละวัฒนธรรมจะแตกต่างกันไปตามสภาพแวดล้อมของสังคมและยุคสมัย วัสดุที่ใช้ทำเครื่องดนตรีที่แตกต่างกัน นับเป็นปัจจัยที่สำคัญประการหนึ่ง ที่ส่งผลให้เกิดความแตกต่างในด้านสีสันของเสียง

        5.3 ขนาดและรูปทรง 
        ลักษณะของเครื่องดนตรีที่มีรูปทรงและขนาดที่แตกต่างกัน จะเป็นปัจจัยที่ส่งผลให้เกิดความแตกต่างกันในด้านสีสันของเสียงในลักษณะที่มีความสัมพันธ์กัน

6. คีตลักษณ์ (Forms)         คีตลักษณ์หรือรูปแบบของเพลง เปรียบเสมือนกรอบที่หลอมรวมเอาจังหวะ ทำนอง พื้นผิว และสีสันของเสียงให้เคลื่อนที่ไปในทิศทางเดียวกัน เพลงที่มีขนาดสั้น-ยาว วนกลับไปมา ล้วนเป็นสาระสำคัญของคีตลักษณ์ทั้งสิ้น

อ้างอิง : http://blog.eduzones.com/omike/3939

เครื่องตี (Percussion Instrument)


    เครื่องดนตรีประเภทเครื่องตีได้แก่ เครื่องดนตรีที่เกิดเสียงจากการตีกระทบ การสั่น การเขย่า การเคาะ การตีอาจจะใช้ไม้ตีหรืออาจจะใช้สิ่งหนึ่งกระทบเข้ากับอีกสิ่งหนึ่งเพื่อให้เกิดเสียง เครื่องตีกระทบประกอบขึ้นด้วยวัสดุของแข็งหลายชนิด เช่น โลหะ ไม้ หรือแผ่นหนังขึงตึง
 
    กลองใหญ่ (Bass Drum) กลองใหญ่ คือ เครื่องตีมี 2 หน้า ขึงด้วยหนังกลอง เสียงกลองตีเน้นย้ำจังหวะเพื่อให้เกิดความหนักแน่น หรืออาจจะใช้การตีแบบรัวเพื่อให้เกิดความตื่นเต้น สร้างจุดสนใจในบทเพลงเพิ่มขึ้น
    กลองเล็ก (Snare Drum)  กลองเล็ก คือ เครื่องตี มี 2 หน้า ขึงด้วยหนังกลอง ลักษณะเฉพาะคือหน้ากลองด้านล่างจะต้องคาดไว้ด้วยสายสะแนร์เป็นแผงเพื่อให้เกิดเสียงซ่า เดิมสายสะแนร์ทำดวยเอ็นสัตว์ ในปัจจุบันสายสะแนร์มีทั้งที่ทำด้วยไนล่อนและทำด้วยเส้นลวดโลหะ กลองเล็กมีหลายชื่อ เช่น Snare Drum และ Side Drum
    ทิมปานี (Timpani)  เป็นกลองที่มีลักษณะเหมือนกระทะ หรือกาต้มน้ำ จึงมีช่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า Kettle Drum ตัวกลองทำด้วยโลหะทองแดง ตั้งอยู่บนขาหยั่ง กลองทิมปานี มีระดับเสียงแน่นอน เทียบเท่ากับเสียงเบส มีเท้าเหยียบเพื่อเปลี่ยนระดับเสียงตามต้องการในการบรรเลงต้องใช้อย่างน้อย 2 ใบ


    คองก้า (Konga) ชื่อของกลองชนิดหนึ่ง เป็นกลองหน้าเดียว ขึงด้วยหนังสัตว์ กลองคองก้ามีหลายขนาดต่างระดับเสียงกัน จะใช้ 3 ใบ 4 ใบ หรือ 5 ใบ หรือมากกว่านั้นก็ได้ปกติใช้อย่างต่ำ 2 ใบ ตีสอดสลับกันตามลีลาบทเพลง ตีด้วยปลายนิ้วและฝ่ามือ

เครื่องลิ่มนิ้ว (Keyboard Instrument)


    เครื่องดนตรีในกลุ่มนี้ มักนิยมเรียกทับศัพท์ในภาษาอังกฤษว่า “เครื่องดนตรีประเภทคีย์บอร์ด” ลักษณะเด่นของเครื่องดนตรีที่อยู่ในกลุ่มนี้ คือ มีลิ่มนิ้วสำหรับกด เพื่อเปลี่ยนระดับเสียงดนตรี ลิ่มนิ้วสำหรับกดนั้นนิยมเรียกว่า “คีย์” (Key) เครื่องดนตรีแต่ละชนิดมีจำนวนคีย์ไม่เท่ากัน โดยปกติสีของคีย์เป็นขาวหรือดำ คีย์สีดำโผล่ขึ้นมามากกว่าคีย์สีขาว


    เปียโน (piano)  เป็นเครื่องดนตรีประเภทลิ่มนิ้วนิยมกันอย่างกว้างขวางกว่าเครื่องดนตรี ชนิดอื่นทั้งหมด เป็นเครื่องดนตรีประจำบ้าน ประจำวงคอนเสิร์ตนอกจากเป็นเครื่องดนตรีที่จั้ดว่าเป็นเอกทางเดี่ยวแล้ว ยังใช้สำหรับคลอเสียงดนตรีชนิดอื่น และใช้คลอเสียงร้องได้ดีอีกด้วย เปียโนมี 7 ออกเทพส์ครึ่ง (Octaves) สามารถเปลี่ยนระดับเสียงได้ทุกบันไดเสียง มีลิ่มทั้งหมด 88 ลิ่มนิ้ว สามารถเล่นได้ทั้งทำนอง (Malody) และเสียงประสน (Harmony) ในขณะเดียวกันเสียงของเปียโนถือเป็นเสียงมาตรฐาน ดังนั้นในการแต่งเพลงจึงจำเป็นต้องใช้เปียโนเป็นหลักในการเขียนโน้ตในบันไดเสียงต่าง ๆ
    ฮาร์ปซีคอร์ด (Harpsicord) เป็นเครื่องดนตรีประเภทลิ่มนิ้ว ที่เกิดก่อนเปียโน ทำให้เสียงดังหรือเบาตามลำดับเหมือนอย่างเปียโนไม่ได้ ในขณะที่เรากดคีย์ลงไป สายภายในเครื่องดนตรีจะถูกเกี่ยวด้วยไม้ดีด (Quills) ซึ่งตรงข้ามกับเปียโนที่ใช้ค้อนเคาะลงเบาบนสาย
    แอ็คคอร์เดียน (Accordion) คือเครื่องดนตรีประเภทมีลิ่มนิ้วเรียงกันเป็นแผง การเล่นใช้นิ้วมือกดลงบนลิ่มนิ้วของเครื่องดนตรี การเกิดเสียงนั้น ขึ้นอยู่กับกรรมวิธีภายในซึ่งมีลักษณะเป้นท่อลมที่มีที่ปิดเปิดทำให้เกิดระดับเสียงต่าง ๆ 

เครื่องลมไม้

เครื่องดนตรีประเภทเครื่องลมไม้แบ่งออกเป็น 2 พวก คือพวกขลุ่ยและปี่ ถ้าเป็นประเภทขลุ่ยจะไม่มีลิ้น เป่าลมผ่านท่อในลักษณะของการผิว เช่น ฟลุท ปิคโคโล รีคอร์เดอร์ , ประเภทปี่ ต้องเป่าลมผ่านลิ้น ซึ่งมีลิ้นเดี่ยว เช่น คลาริเนต แซ็กโซโฟน และลิ้นคู่ เช่น บาสซูน โอโบ เป็นต้น
    คลาริเนต  (Clarinet)  เป็นเครื่องดนตรีประเภทเครื่องลมไม้ใช้ลิ้นเดี่ยว คลาริเนตมีใช้อยู่หลายชนิด เช่น อีแฟล็ตคลาริเนต บีแฟล็ตคลาริเนต และเบสคลาริเนต ลำตัวคลาริเนตมีทั้งทำด้วยโลหะ ไม้ พลาสติก ลำตัวของปี่จะกลวงเหมือนขลุ่ย เปลี่ยนระดับเสียงโดยใช้นิ้วและคีย์โลหะบุด้วยนวมปิดเปิดรู ปี่คลาริเนตจะมีรูปร่างคล้ายกับโอโบ แตกต่างกันที่ปากเป่า คุณภาพเสียงของปี่คลาริเนต จะมีช่วงเสียงกว้างและทุ้มลึก มีนิ้วพิเศษที่ทำเสียงได้สูงมากเป็นพิเศษ
 
    แซ็กโซโฟน (Saxophone)  แซกโซโฟน เป็นเครื่องดนตรีในตระกูลเครื่องลมไม้ ใช้ลิ้นเดี่ยวเหมือนของคลาริเนต แม้ว่าตัวเครื่องมักจะทำด้วยโลหะแต่สุ้มเสียงก็กระเดียดมาทางเครื่องลมไม้
    ตระกูลแซกโซโฟนเป็นตระกูลใหญ่เช่นเดียวกับคลาริเนท แซกโซโฟนมีขนาดต่าง ๆ ถึง 7 ขนาดด้วยกัน แต่นิยมใช้ในปัจจุบันมี 4 ชนิดด้วยกัน หลากหลายชนิดของแซกโซโฟน ได้กล่าวเกี่ยวกับชนิดของแซกโซโฟนไว้ว่าแซกโซโฟนในปัจจุบันประกอบด้วยแซกโซ โฟนโซปราโน, แซกโซโฟนอัลโต้, แซกโซโฟนเทเนอร์และบาริโทนแซกโซโฟนในบรรดา 4 ชนิดที่กล่าวมานี้ แซกโซโฟนโซปราโนเป็นแซกโซโฟนที่มีเสียงความถี่เสียงสูงที่สุด ตามด้วยแซกโซโฟนโต้ แซกโซโฟนเทเนอร์และสุดท้ายที่ต่ำคือบาริโทนแซกโซโฟน
   1. โซปราโนแซกโซโฟน (Soprano Saxophone) เป็นแซกโซโฟนที่มีขนาดเล็ก น้ำหนักเบาและมีความถี่สูงที่สุด เนื่องจากมีขนาดเล็กและน้ำหนักเบาจึงสามารถถือไว้ในมือได้ง่ายโดยไม่จำเป็น ต้องใช้สายสะพายแซกโซโฟนก็ดี อย่างไรก็ตามแซกโซโฟนโซปราโนไม่เหมาะสมสำหรับผู้ที่ต้องการหัดเล่นแซกโซโฟน เนื่องจากมีความยากในการเป่ามากกว่าแซกโซโฟนอัลโต้และเทเนอร์ ในปัจจุบันแซกโซโฟนโซปราโนจะมีรูปทรงให้เลือก 2 แบบ คือแบบตรง และแบบโค้งก็จะมีลักษณะเหมือกับแซกโซโฟนอัลโต้แต่มีขนาดเล็กกว่า
   2. อัลโต้แซกโซโฟน (Alto Saxophone) เป็นแซกโซโฟนที่ดีที่สุดสำหรับผู้เริ่มต้น เนื่องจากเป็นแซกโซโฟนที่เป่าง่ายกว่าโซปราแซกโซโฟนและมีน้ำหนักเบากว่าแซก โซโฟนเทเนอร์แซกโซโฟนอัลโต้สามารถเป่าได้ในดนตรีหลาย ๆ สไตล์ไม่ว่าจะเป็นสไตล์คลาสสิก, ป็อป, แจ็ส แต่นักดนตรีคลาสสิกจะนิยมใช้แซกอัลโต้ในการเล่นมากกว่าการใช้แซกโซโฟนชนิด อื่น ๆ รวมถึงการเล่นดนตรีแบบแตรวง, คอนเสิร์ตหรือมาร์ชชิ่งแบรนด์ก็เช่นกัน แซกโซโฟนอัลโต้จึงเป็นแซกโซโฟนที่ได้รับความนิยมมากที่สุด
   3. เทเนอร์แซกโซโฟน (Tenor Saxophone) เป็นแซกโซโฟนที่ถูกใช้มากในการเล่นดนตรีแนวแจ็ส แต่ก็สามารถเห็นแซกโซโฟนเทเนอร์ได้ในการเล่นดนตรีแบบอื่น ๆ เช่นกันเสียงของแซกเทเนอร์จะมีลักษณะแบบนุ่ม ๆ อ้วน ๆ และต่ำกว่าแซกโซโฟนอัลโต้และแซกโซโฟนโซปราโน รองจากแซกโซโฟนอัลโต้แล้วแซกโซโฟนเทเนอร์ก็น่าจะเป็นตัวเลือกที่มือใหม่ควร จะใช้ในการเริ่มต้น
   4. บาริโทนแซกโซโฟน (Baritone Saxophone) เป็นแซกโซโฟนที่มีขนาดใหญ่และมีความถี่เสียงต่ำสุด และราคาแพงที่สุดในบรรดาแซกโซโฟน ดังนั้นบาริโทนแซกโซโฟนจึงไม่เหมาะแก่นักแซกโซโฟนมือใหม่ทั้งหลาย ความยาวของบาริโทนแซกโซโฟนจะอยู่ประมาณ 7 ฟุต
   5. เบสแซกโซโฟน (Bass Saxophone) เป็นแซกโซโฟนที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในบรรดาแซกโซโฟนทั้งหมด

 

แมนโดลิน (Mandolin)

 เป็นเครื่องดนตรีประเภทเครื่องสายที่กำเนิดเสียงในระดับเสียงสูง ผู้เล่นจะใช้เพล็คทรัม หรือปิคดีดไปที่สาย ในลักษณะดีดขึ้นลงติดต่อกันอย่างเร็วเพื่อให้เกิดเสียงสั่นรัว

ฮาร์ป (Harp)

 คือ เครื่องดนตรีประเภทเครื่องสายซึ่งแตกต่างจากเครื่องสายประเภทอื่น ๆ คือ การขึงของสายจะไม่ผ่านกล่องเสียง (Sounding Board) เหมือนเครื่องดนตรีชนิดอื่น ๆ เช่น กีตาร์ ไวโอลิน หรือเปียโน โครงสำหรับขึงสายมีลักษณะเป็นรูปสามเหลี่ยมโค้งงอเล็กน้อย เพื่อให้เกิดความสวยงาม ปกติจะเล่นด้วยการดีดที่สาย คุณภาพเสียงของฮาร์ปมีความแจ่มใส กว่าเสียงของเปียโน ใช้แสดงความสดชื่นแจ่มใส

คอนทร้าเบส (Contra Bass)

 เป็นเครื่องดนตรีในตระกูลไวโอลินที่มีขนาดใหญ่ที่สุด มีชื่อเรียกหลายชื่อ เช่น สตริงเบส ดับเบิ้ลเบส เบสวิโอล เวลาเล่นต้องตรึงเครื่องไว้บนพื้นโดยมีหมุดยึดไว้เพราะว่า คอนทร้าเบนมีขนาดใหญ่มาก คุณภาพเสียงของคอนทร้าเบสจะหนักแน่นและให้ความรู้สึกอุ้ยอ้าย เยิ่นเย้อเหมือนกับการเคลื่อนที่ของใหญ่โต ที่มีน้ำหนักมาก

เชลโล (Cello)

 เป็นเครื่องดนตรีในตระกูลไวโอลิน แต่มีขนาดใหญ่และใหญ่กว่าไวโอลินเป็น 2 เท่า ระดับเสียงต่ำกว่าไวโอลิน คุณภาพเสียงทุ้มลึกกว่าเสียงของไวโอลิน เชลโลสามารถเล่นด้วยวิธีสี และวิธีดีด เช่นเดียวกับไวโอลิน ในขณะที่เล่นต้องนั่งใช้เข่าหนีบให้เชลโลอยู่ระหว่างขาทั้งสองข้าง

วิโอลา (Viola)

  เป็นเครื่องดนตรีในตระกูลไวโอลินเช่นกัน ขนาดใหญ่กว่าไวโอลินเล็กน้อย ตำแหน่งของวิโอลาจะอยู่ลักษณะเดียวกับไวโอลิน ต้องวางไว้บนไหล่ซ้ายของผู้เล่น แล้วใช้คางหนีบเครื่องดนตรีไว้ไม่ให้เคลื่อนที่ คันชักจับด้วยมือขวา คุณภาพเสียงของวิโอลาจะไม่สดใสเหมือนเสียงของไวโอลิน มีลักษณะเหมือนเสียงนาสิก

ไวโอลิน

ไวโอลิน (Violin) คือ เครื่องดนตรีที่กำเนินเสียงในระดับสูง เป็นเครื่องดนตรีในตระกูล ไวโอลิน (Violin Far) ทั้งหมด 4 ชนิด คือ ไวโอลิน วิโอลา เชลโล และคอนทร้าเบส เครื่องดนตรีในตระกูลไวโอลินคือเครื่องดนตรีหลักที่ใช้ในวงออร์เคสตร้า ปกติจะเล่นใช้คันชักสีที่สายให้สั่นสะเทือน คันชักของไวโอลินจะทำด้วยหางม้า แต่บางครั้งก็จะใช้นิ้วดีดที่สาย เพื่อให้เกิดเสียงตามต้องการ 

เครื่องสาย (String Instruments)

เครื่องดนตรีประเทเครื่องสาย จะเกิดเสียงได้โดยการทำให้สายสั่นสะเทือน เกิดเสียงได้โดยการดีดและการสีโดยการใช้คันชัก มีทั้งสายที่ทำจากเส้นลวด เส้นเอ็น หรือเส้นไหม นำมาขึงให้ตึง ความดังของเสียงอยู่กับขนาดรูปร่างของเครื่องดนตรีและวัสดุที่นำมาใช้ทำเป็นลำตัวเครื่องดนตรี
 

เครื่องดนตรีสากล




   
เครื่องดนตรี คือ สิ่งประดิษฐ์ที่มนุษย์ได้คิดค้นขึ้นมาเพื่อทำให้เกิดเสียงดนตรีชนิดต่าง ๆ เมื่อนำเครื่องดนตรีมาปฏิบัติพร้อมกัน จะได้เสียงของบทเพลงที่น่าฟัง ไพเราะ ช่วยให้ผู้ฟังเพลงรู้สึกผ่อนคลายได้
    เครื่องดนตรีสากลแบ่งออกเป็น 5 ประเภทคือ เครื่องสาย (String Instruments) . เครื่องลมไม้ (Woodwind Instruments) , เครื่องลมทองเหลือง (Brass Instruments) , เครื่องลิ่มนิ้ว (Keyboard Instruments) , และเครื่องตี (Percussion Instruments)

หมวดหมู่:ดนตรีแจ๊ส

หมวดหมู่ย่อย

หมวดหมู่นี้มี 3 หมวดหมู่ย่อย จากทั้งหมด 3 หมวดหมู่

เพลงเพื่อชีวิต



จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

เพลงเพื่อชีวิต แต่แรกเริ่มหมายถึงเพลงที่มีเนื้อหากล่าวถึงชีวิตของคน โดยเฉพาะคนชนชั้นล่าง 
กล่าวถึงความยากลำบากในการใช้ชีวิต การถูกเอารัดเอาเปรียบ เพลงในแนวเพื่อชีวิตในยุคนี้โดยมาก
จะเป็นเพลงลูกทุ่ง เช่น เพลง กลิ่นโคนสาบควาย ของคำรณ สัมบุญณานนท์, จักรยานคนจน ของยอดรัก 
สลักใจ, น้ำมันแพงของสรวง สันติ, น้ำตาอีสาน แต่งโดยชลธี ธารทองและขับร้องโดยสายัณห์ สัญญา 
เป็นต้นเพลงเพื่อชีวิต ในประเทศไทยเริ่มเฟื่องฟูเป็นที่รู้จักและได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางโดยแพร่
หลายช่วงหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 โดยเนื้อหาของเพลงไม่จำกัดเฉพาะชีวิตของคนชั้นล่าง
อย่างเดียว แต่ยังรวมถึงการเรียกร้องประชาธิปไตยและการเหน็บแนมการเมืองอีกด้วย และแนวดนตรี
ได้เปิดกว้างขึ้นเป็นแนวอคูสสติกหรือร็อก โดยได้รับอิทธิพลและแรงบันดาลใจจากศิลปินต่างประเทศ เช่น บ๊อบ ดีแลน, บ็อบ มาร์เลย์, นีล ยัง, ไซมอน แอนด์ การ์ฟังเกล เป็นต้น วงดนตรีเพื่อชีวิตที่มีชื่อเสียง ได้แก่ คาราวาน, แฮมเมอร์, โคมฉาย เป็นต้น โดยความนิยมในเพลงเพื่อชีวิตไม่ได้เป็นเพียงกระแสในห้วงเวลานั้น หากแต่ยังได้รับความนิยมเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน โดยมีวงดนตรีและนักร้องเพลงเพื่อชีวิตที่มีชื่อเสียงในปัจจุบัน เช่น คาราบาว, พงษ์สิทธิ์ คำภีร์, พงษ์เทพ กระโดนชำนาญ, อินโดจีน, คนด่านเกวียน, มาลีฮวนน่า,โฮป, ซูซู, ตีฆอลาซู เป็นต้น อีกทั้งยังมีศิลปินบางคนหรือบางกลุ่มที่ไม่ได้เป็นเพื่อชีวิตอย่างเต็มตัว แต่เนื้อหาของเพลงหลายเพลงมีเนื้อหาที่คล้ายคลึงกับเพื่อชีวิตหรือจัดให้อยู่ประเภทเพื่อชีวิตได้ เช่น จรัล มโนเพ็ชร, เสกสรร ทองวัฒนา, ธนพล อินทฤทธิ์, หนู มิเตอร์, นิค นิรนาม, พลพล พลกองเส็ง, กะท้อน, ศุ บุญเลี้ยง, 
สิบล้อเป็นต้น[1]

ดนตรีคลาสสิก

 

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ดนตรีคลาสสิก (อังกฤษ: Classical music) เป็นรูปแบบหนึ่งของดนตรี ซึ่งมักจะกล่าวถึงดนตรีที่เป็นศิลปะของประเทศทางฝั่งตะวันตก การแสดงดนตรีคลาสสิกจะใช้เครื่องดนตรี 4 กลุ่ม กลุ่มแรก คือ เครื่องสาย (String) แบ่งออกเป็น ไวโอลิน วิโอล่า เชลโล และ ดับเบิลเบสกลุ่มที่สอง คือ เครื่องเป่าลมไม้ (Woodwind) เช่น ฟลูต คลาริเน็ต โอโบ บาสซูน ปิคโคโล กลุ่มที่สาม คือ เครื่องเป่าลมทองเหลือง (Brass) เช่นทรัมเป็ต ทรอมโบน ทูบา เฟรนช์ฮอร์น กลุ่มที่สี่ คือ เครื่องกระทบ (Percussion) เช่น กลองทิมปานี ฉาบ กลองใหญ่ (Bass Drum) ไทรแองเกิล(Triangle) เมื่อเล่นรวมกันเป็นวงเรียกว่าวงดุริยางค์หรือ ออร์เคสตรา (Orchestra) ซึ่งมีผู้อำนวยเพลง (conductor) เป็นผู้ควบคุมวง



กฎการอ่านโน้ต

อย่างที่เคยบอกไว้แล้วว่า โน้ต 1 ตัว แทนเสียง 1 เสียง ความยาวของเสียงดูได้จากลักษณะของตัวโน้ตว่าเป็นโน้ตแบบไหน เช่น โน้ตตัวดำ โน้ตตัวขาว โน้ตตัวกลม เป็นต้น (หากลืม ทบทวนได้จากบท จังหวะ และ ตัวโน้ต ครับ) ส่วนการดูระดับเสียงของตัวโน้ต ดูได้จากตำแหน่งของตัวโน้ตบนบรรทัดห้าเส้น 
โดยในการอ่านโน้ตมีกฎอยู่ 4 ข้อดังนี้ครับ


กฎข้อที่ 1 อ่านโน้ตจากซ้ายไปขวา
เหมือนการอ่านหนังสือ การอ่านโน้ตเราจะอ่านจากซ้ายไปขวา เมื่อจบแถวก็ขึ้นบรรทัดใหม่และอ่านจากซ้ายไปขวาเช่นเดิมไปเรื่อยๆ จนจบเพลง


กฎข้อที่ 2 ยิ่งสูงยิ่งไปทางขวา ยิ่งต่ำยิ่งไปทางซ้าย
ยิ่งสูงยิ่งไปทางขวา แปลว่า โน้ตยิ่งอยู่สูงบนบรรทัดห้าเส้น เสียงจะยิ่งสูงและคีย์ที่เราจะกดบนเปียโนยิ่งอยู่ทางขวา

ยิ่งต่ำยิ่งไปทางซ้าย แปลว่า โน้ตยิ่งอยู่ต่ำบนบรรทัดห้าเส้น เสียงจะยิ่งต่ำและคีย์ที่เราจะกดบนเปียโนยิ่งอยู่ทางซ้าย

ยกตัวอย่างเช่น



ยิ่งสูงยิ่งไปทางขวา
ยิ่งสูงยิ่งไปทางขวา


บรรทัดห้าเส้น (อังกฤษ-อังกฤษ Stave, อังกฤษ-อเมริกิน Staff)


บรรทัดห้าเส้น
บรรทัดห้าเส้น (Stave, Staff))

ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกับบรรทัดห้าเส้นกันก่อน โดยบรรทัดห้าเส้นก็แปลตามตัวเลยครับ ก็คือ เส้นห้าเส้น เรียงขนานกัน ระยะห่างแต่ละเส้นเท่ากัน โดยเราจะเรียกเส้นล่างสุดคือเส้นเบอร์ 1 สูงขึ้นไปคือ เส้นเบอร์ 2 3 4 และ 5 ตามลำดับ โดยเส้นภาษาอังกฤษจะเรียกว่า Lineช่องว่างระหว่างเส้นเรา
จะเรียกว่า ช่อง (space) ช่องระหว่างเส้นเบอร์ 1 และเส้นเบอร์ 2 เราจะเรียกว่าช่องเบอร์ 1 ไล่ขึ้นไปเป็นช่องเบอร์ 2 3 และ 4 ตามลำดับ

♪ ระดับเสียง กับ ตัวโน้ตบนบรรทัดห้าเส้น ♪

การอ่านระดับเสียงจากตัวโน้ต เราจะดูตำแหน่งของตัวโน้ตบนบรรทัดห้าเส้น โดยหากระดับเสียงยิ่งสูง โน้ตจะยิ่งอยู่สูง หากระดับเสียงยิ่งต่ำ โน้ตจะยิ่งอยู่ต่ำ การสังเกตว่าโน้ตอยู่สูงหรือต่ำ เราจะดูจากหัวของตัวโน้ตเป็นหลัก ส่วนหางของตัวโน้ตบางทีเราจะปัดขึ้นหรือปัดลงแล้วแต่ ความเป็นระเบียบและความง่ายในการอ่าน ซึ่งไม่มีผลต่อระดับเสียง และในบทนี้ผมอาจจะใช้ตัวโน้ตหลายๆ แบบ เช่น โน้ตตัวดำ โน้ตตัวขาว หรือโน้ตตัวกลม แต่ให้เราสนใจเฉพาะหัวโน้ตเพื่อศึกษาเรื่องระดับเสียงเท่านั้น ยังไม่ต้องสนใจความยาวของตัวโน้ตนะครับเพราะในบทนี้เรา จะพูดกันถึงระดับเสียงเท่านั้น (สำหรับเรื่องจังหวะและค่าความยาวของตัวโน้ตอ่านได้จากบทเรียนเรื่อง จังหวะ กับ ตัวโน้ต ครับ)

หมวดหมู่:ธุรกิจดนตรี



หมวดหมู่ย่อย

หมวดหมู่นี้มี 6 หมวดหมู่ย่อย จากทั้งหมด 6 หมวดหมู่

  • [+] โปรดิวเซอร์เพลง‎ (1 C, 2 P)

    อ้างอิง http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8
    %A7%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B9%E0%B9
    %88:%E0%B8%98%E0%B8%B8%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%
    B4%E0%B8%88%E0%B8%94%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B5

ผลของดนตรีต่อร่างกายและจิตใจ


ดนตรีมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย จิตใจ และการทำงานของสมองในหลาย ๆ ด้าน จากการศึกษาวิจัยพบว่าผลของดนตรีต่อร่างกาย สามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของ อัตราการหายใจ, อัตราการเต้นของชีพจร, ความดันโลหิต, การตอบสนองของม่านตา, ความตึงตัวของกล้ามเนื้อ และการไหลเวียนของเลือด จึงมีการนำดนตรีมาประยุกต์ใช้ในการรักษาโรคภัยไข้ เจ็บทั้งร่างกายและจิตใจ เรียกกันว่าดนตรีบำบัด(music therapy)
ประโยชน์ของดนตรีบำบัดมีหลายประการ เช่น ช่วยปรับสภาพจิตใจ ให้อยู่ในสภาวะสมดุล มีมุมมองในเชิงบวก ผ่อนคลายความตึงเครียด ลดความวิตกกังวล กระตุ้น เสริมสร้าง และพัฒนาทักษะการเรียนรู้ และความจำ กระตุ้นประสาทสัมผัส การรับรู้ เสริมสร้างสมาธิ พัฒนาทักษะสังคม พัฒนาทักษะการสื่อสารและการใช้ภาษา พัฒนาทักษะการเคลื่อนไหว ลดความตึงตัว ของกล้ามเนื้อ ลดอาการเจ็บปวดจากสาเหตุต่าง ๆ ปรับลดพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม สร้างสัมพันธภาพที่ดีในการบำบัดรักษาต่าง ๆ และช่วยเสริมในกระบวนการบำบัดทางจิตเวช ทั้งในด้านการประเมินความรู้สึก สร้างเสริมอารมณ์เชิงบวก การควบคุมตนเอง การแก้ปมขัดแย้งต่าง ๆ และเสริมสร้างความเข้มแข็งของครอบครัว

อ้างอิง : http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%94%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%9A%E0%B8%B3%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%94

ดนตรีบำบัด


จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

ดนตรีบำบัด คือ การวางแผนในการใช้กิจกรรมทางดนตรีควบคุม ในกลุ่มของคนทุกวัยไม่ว่าจะเป็
นวัยเด็ก จนถึงวัยสูงอายุ เพื่อให้เกิดผลบรรลุในการรักษาโรคต่างๆ ที่เกิดมาจากความบกพร่องต่างๆ
เช่น ความผิดปกติทางด้านอารมณ์ ทางร่างกาย และสติปัญญา

 อ้างอิง : http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%94%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%A3
%E0%B8%B5%E0%B8%9A%E0%B8%B3%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%94

ดนตรีกับสมอง



ทัศนคติหรือความเชื่อที่ว่า ความสามารถทางดนตรีเป็น "พรสวรรค์" ที่มีมาแต่เดิม ปัจจุบันได้เปลี่ยนไป ดนตรีปลูกฝังให้เกิดขึ้นได้ เพราะสมองพร้อมที่จะรับข้อมูลทางดนตรีอยู่แล้ว การทดลองในประเทศเยอรมัน (Stefan Koalsch, and et al, 2000) โดยกลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ใหญ่ที่ไม่มีประสบการณ์เกี่ยวกับ "ดนตรีศึกษา" และไม่เคยเล่นเครื่องดนตรีชนิดใด ฟังชุดของคอร์ด (Chord Series) ในบันไดเสียงต่างๆ ที่ผู้วิจัยจัดให้มีความต่อเนื่องที่เหมาะสมและไม่เหมาะสม กลุ่มตัวอย่างทั้งหมดไม่สามารถแยกความแตกต่างดังกล่าวได้ แต่จากการตรวจสอบคลื่นไฟฟ้าในสมอง พบว่า มีปฏิกิริยาตอบรับกับชุดของคอร์ดที่เหมาะสม และมีปฏิกิริยาต่อต้านชุดของคอร์ดที่ไม่เหมาะสม แสดงให้เห็นว่าสมองสามารถรับข้อมูลและแยกแยะข้อมูลเกี่ยวกับดนตรีได้ ข้อค้นพบใหม่อีกประการหนึ่งก็คือ ความสามารถทางดนตรีไม่ได้เกิดจากการทำงานของสมองข้างขวาตามที่เข้าใจ แต่เป็นการร่วมมือประสานกันของสมองทั้งสองข้าง โดยผลัดกันทำหน้าที่ตามลักษณะของดนตรี เปรียบเทียบได้กับการบรรเลงดนตรีในวงซิมโฟนีออร์เคสตร้า (Editor, 1994) นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยที่แสดงให้เห็นว่า การฝึกปฏิบัติเครื่องดนตรีของเด็ก (เริ่มฝึกตั้งแต่อายุต่ำกว่า 10 ปี) จะมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับการเพิ่มขนาดของพื้นผิวสมอง (Cortex) ซึ่งจะทำให้เด็กมีศักยภาพที่จะเรียนรู้ได้เร็วยิ่งขึ้น (Editor, 1995) การสำรวจสภาวะของสุขภาพและการมีอายุยืนยาว (Longevity) ของประชาชนในประเทศสวีเดน พบว่า การเล่นดนตรีหรือการร่วมขับร้องเพลงในวงขับร้องประสานเสียงมีความสัมพันธ์ทางบวกกับสุขภาพและการมีอายุยืนยาว (Lars Olov Bygren. et al, 1996) การใช้ดนตรีบำบัด (Music Therapy) ช่วยให้ผู้ที่ได้รับอุบัติเหตุทางสมองทำให้ไม่สามารถพูดได้กลับมาพูดได้อีกครั้ง (Pascal Belin, 1996) เป็นต้น


อ้างอิง : http://158.108.70.5/emagazine/emagazine1/musics_03.html

มหัศจรรย์แห่งสมอง (ศันสนีย์, 2542)


สมองประกอบด้วยเซลล์ประสาทจำนวนแสนล้านเซลล์ เซลล์ประสาทเหล่านี้จะติดต่อสื่อสารกันโดยใช้ระบบสารเคมีและประจุไฟฟ้า ผ่านเส้นใยประสาทที่ทำหน้าที่รับข้อมูลเข้าและส่งข้อมูลออกทางจุดเชื่อมต่อ (Synapse) การทำงานของสมองจะทำงานกันเป็นกลุ่ม คือ เซลล์ประสาทจะมารวมกันเป็นกลุ่มแล้วทำหน้าที่หนึ่งอย่าง การที่เซลล์ประสาทมีการติดต่อสื่อสารถึงกัน ทำให้เกิดการทำงาน มีกระแสไฟฟ้าอยู่ตลอดเวลา ถ้าหากการทำงานและกระแสไฟฟ้านี้หยุดไป เซลล์ประสาทและจุดเชื่อมต่อก็จะตายไป เซลล์ประสาทที่ได้รับการกระตุ้นก็จะมีการสร้างเครือข่ายเส้นใยประสาทและจุดเชื่อมต่อมากขึ้น ประสิทธิภาพการทำงานของสมองในหน้าที่นี้ก็จะมีมากขึ้นไปด้วย สมองจะควบคุมลักษณะทางสติปัญญา ความคิด การเรียนรู้ ความฉลาด บุคลิกภาพ และลักษณะทางกายภาพอื่น เช่น การทำงานของหัวใจ ระบบภูมิคุ้มกัน ระบบอวัยวะของร่างกาย และฮอร์โมนต่างๆ การพัฒนาสมองสามารถกระตุ้นได้จากสิ่งแวดล้อมและการเรียนรู้


อ้างอิง : http://158.108.70.5/emagazine/emagazine1/musics_03.html

ดนตรีกับชีวิต


ดนตรีมีส่วนเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวนของมนุษย์ โดยไม่จำกัดเพศ วัย ระดับการศึกษา หรือฐานะทางเศรษฐกิจและสังคม ดนตรีสำหรับบางคนอาจมีวัตถุประสงค์ เพื่อผ่อนคลายความตึงเครียด เพื่อความซาบซึ้งไปกับอารมณ์ของบทเพลง บางคนต้องการฝึกฝนอย่างจริงจังเพื่อเป็นนักร้อง นักดนตรี ฯลฯ การมีประสบการณ์ทางดนตรีในลักษณะต่างๆ แต่ละคนจึงมีมุมมองเกี่ยวกับดนตรีในมิติที่แตกต่างกัน อาทิเช่น มิติที่เป็นรูปแบบของศิลปะวัฒนธรรม มิติที่เป็นรูปแบบของความคิดและจินตนาการ มิติที่เป็นรูปแบบของนันทนาการและการบันเทิง มิติที่เป็นศาสตร์แขนงหนึ่ง มิติที่เป็นหลักสูตรการศึกษา มิติที่เป็นสุนทรียภาพ มิติที่เป็นสื่อธุรกิจ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ข้อค้นพบจากการศึกษาวิจัยในช่วงปลายคริสตศตวรรษที่ผ่านมาสามารถอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างดนตรีกับชีวิตได้ชัดเจนมากขึ้น มุมมองเกี่ยวกับดนตรีในมิติที่เป็นองค์ประกอบสำคัญของชีวิต จึงกำลังเป็นที่สนใจ มีการขยายผล นำไปประยุกต์ใช้ และค้นคว้าทดลองอย่างจริงจังในปัจจุบัน ซึ่งความสัมพันธ์ระหว่างดนตรีกับชีวิตมีประเด็นการศึกษา ดังต่อไปนี้

อ้างอิง : http://158.108.70.5/emagazine/emagazine1/musics_03.html

ประโยชน์ของเสียงดนตรี


ประโยชน์ของเสียงดนตรี

  • พัฒนาความคิดสร้างสรรค์
  • พัฒนาด้านอารมณ์
  • พัฒนาด้านภาษา
  • พัฒนาด้านร่างกาย
  • พัฒนาด้านปัญญา
  • พัฒนาด้านความเป็นเอกบุคคล
  • พัฒนาด้านสุนทรีย์
  • พัฒนาสมองให้มีความคิดที่ดี

ประเภทดนตรีร็อก


หมวดหมู่:ประเภทดนตรีร็อก

หมวดหมู่ย่อย

หมวดหมู่นี้มี 4 หมวดหมู่ย่อย จากทั้งหมด 4 หมวดหมู่

  • [+] ฮาร์ดร็อก‎ (1 C, 1 P)

    อ้างอิง : http://th.wikipedia.org/wiki/หมวดหมู่:ประเภทดนตรีร็อก

วันอาทิตย์ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ดนตรีไทย


                      เป็นแบบอย่างมาจากอินเดียโบราณ ที่สันนิษฐานกันอย่างนี้คงเป็นเพราะ ในสมัยสุโขทัยเรา ได้รับอิทธิพล         ทางศาสนา ภาษา ศิลปะ วัฒนธรรมด้านนาฏศิลป์และการละครมาจากอินเดีย จึงเกิดความ เชื่อว่าเราคงได้รับ          อิทธิพล ทางดนตรีมาด้วย ทั้งนี้เพราะการศึกษาเรื่องราวของดนตรี เป็นการค้นหา หลักฐานสืบประวัติได้ยาก
         
ที่สุด เพราะดนตรี เป็นการเลียนเสียงธรรมชาติ จึงเป็นการยากที่จะใช้เครื่องมือต่างๆ บันทึกเสียง ดนตรีเหล่านั้นไว้เป็นหลักฐาน และใน สมัยก่อนยังไม่มีผู้ประดิษฐ์เครื่องบันทึกเสียงขึ้น นอกจากจะมีผู้จดจำ ทำนองเพลงต่างๆขึ้นแล้วยอมถ่ายทอดให้คนอื่น ได้ฟังเพลงนั้นบ้าง โดยเฉพาะ ดนตรีไทยเพิ่งมีการบันทึกเป็นโน๊ตตัวเลขเป็นครั้งแรก เมื่อสมัยรัชกาลที่ 6 นี้เองโดยการคิดขึ้นของหลวงประดิษฐ์ไพเราะในเรื่องของการถ่ายทอดเพลง  ถ้าไม่ใช่ศิษย์รักจริงๆ ครูก็ไม่ถ่ายทอดให้ ในที่สุดเพลงนั้นก็ตายไปกับครู เพลงที่เหลืออยู่ก็ มักไม่ปรากฏหลักฐานแน่
                     ไทยมีดนตรีประจำชาติที่ประดิษฐ์ขึ้นใช้เองจากทรัพยากรธรรมชาติซึ่งมีอยู่อย่าง อุดมสมบูรณ์ในท้องถิ่น เช่นไม้ไผ่ ไม้ เขาสัตว์ หนังสัตว์ ฯลฯ เครื่องดนตรีดั้งเดิมของไทยมีชื่อเรียกตาม สำเนียงเสียง ของเครื่องดนตรี
         นั้นๆ โดยบัญญัติคำที่มีลักษณะเป็นคำไทยคือ คำโดด เช่น เกราะ โกร่ง ฆ้อง กลอง กรับ ฉาบ ฉิ่ง ปี่ ขลุ่ย เพียะ
         
ซอ และแคน ต่อมามีการประดิษฐ์คิดเพิ่มเติมขึ้นเรื่อยๆ เช่นเอาไม้มาทำอย่างเดียวกับกรับ แล้วเอาวาง เรียงกัน  ไปหลายๆ อันโดยทำให้มีเสียงสูงต่ำไล่กันไปตามลำดับ แล้วเอาเชือกมา ร้อยหัวท้ายของกรับให้ติดกันเป็นพืด  ขึงบนรางไม้ เราเรียกว่า "ระนาด" เป็นต้น
                      เมื่อชนชาวไทยอพยพลงมาตั้งถิ่นฐานทางใต้ ได้มาพบเครื่องดนตรีของอินเดียซึ่งชนชาติมอญ เขมร
         รับไว้ก่อนจึงรับเอาดนตรีแบบอินเดียผสมกับแบบมอญ เขมร เข้ามาปะปนกับเครื่องดนตรีไทย ทำให้เกิดเครื่อง
         ดนตรีชนิดใหม่ขึ้นหลายอย่างเช่น พิณ สังข์ ปี่ไฉน บัณเฑาะว์ กระจับปี่ จะเข้ และโทน ทับ เป็นต้น ต่อมาเมื่อ          มีความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านและประเทศตะวันตก ได้มีการนำเครื่องดนตรีของประเทศ เหล่านั้นมา
         
ผสมเล่นกับวงดนตรีของไทยด้วย เป็นการผสมกลมกลืนความแปลกใหม่เพิ่มรสชาติเพิ่มขึ้นอีก เช่น กลองแขก แงชวา กลองแขกของมลายู เปิงมางของมอญ กลอง ไวโอลิน ออร์แกน และเปียโน เป็นต้น

วันพฤหัสบดีที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ดนตรีคืออะไร


         ดนตรีเป็นสิ่งที่ธรรมชาติให้มาพร้อม ๆ กับชีวิตมนุษย์โดยที่มนุษย์เองไม่รู้ตัว ดนตรีเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์อย่างหนึ่งที่ช่วยให้มนุษย์มีความสุข สนุกสนานรื่นเริง ช่วยผ่อนคลายความเครียดทั้งทางตรงและทางอ้อม ดนตรีเป็นเครื่องกล่อมเกลาจิตใจของมนุษย์ให้มีความเบิกบานหรรษาให้เกิดความสงบและพักผ่อน กล่าวคือในการดำรงชีพของมนุษย์ตั้งแต่เกิดจนกระทั่งตายดนตรีมีความเกี่ยวข้องอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อาจสืบเนื่องมาจากความบันเทิงในรูปแบบต่าง ๆ โดยตรงหรืออาจเกิดจากขนบธรรมเนียมประเพณี วัฒนธรรม ความเชื่อ เช่น เพลงกล่อมเด็ก เพลงประกอบในการทำงาน เพลงที่เกี่ยวข้องในงานพิธีการ เพลงสวดถึงพระผู้เป็นเจ้า เป็นต้น
ดนตรีเป็นศิลปะที่อาศัยเสียงเพื่อเป็นสื่อในการถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกต่าง ๆ ไปสู่ ผู้ฟังเป็นศิลปะที่ง่ายต่อการสัมผัส ก่อให้เกิดความสุข ความปลื้มปิติพึงพอใจให้แก่มนุษย์ได้ นอกจากนี้ได้มีนักปราชญ์ท่านหนึ่งได้กล่าวไว้ว่า ดนตรีเป็นภาษาสากลของมนุษยชาติ เกิดขึ้นจากธรรมชาติและมนุษย์ได้นำมาดัดแปลงแก้ไขให้ประณีตงดงามไพเราะเมื่อฟังดนตรีแล้วทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิดต่าง ๆ ” นั้นก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เราได้ทราบว่ามนุษย์ไม่ว่าจะเป็นชนชาติใดภาษาใดก็สามารถรับรู้อรรถรสของดนตรีได้โดยใช้เสียงเป็นสื่อได้เหมือนกัน
มีบุคคลจำนวนไม่น้อยที่ตั้งคำถามว่า ดนตรีคืออะไร” แล้ว ทำไมต้องมีดนตรี” คำว่า ดนตรี” ในพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 ได้ให้ความหมายไว้ว่า เสียงที่ประกอบกันเป็นทำนองเพลง เครื่องบรรเลงซึ่งมีเสียงดังทำให้รู้สึกเพลิดเพลิน หรือเกิดอารมณ์รัก โศกหรือรื่นเริง” จากความหมายข้างต้นจึงทำให้เราได้ทราบคำตอบที่ว่าทำไมต้องมีดนตรีก็เพราะว่าดนตรีช่วยทำให้มนุษย์เรารู้สึกเพลิดเพลินได้
คำว่า ดนตรี” มีความหมายที่กว้างและหลากหลายมากนอกจากนี้ยังมีการนำดนตรีไปใช้ประกอบในกิจกรรมต่าง ๆ ที่เราคุ้นเคยเช่น การใช้ประกอบในภาพยนต์ เนื่องจากดนตรีนั้นสามารถนำไปเป็นพื้นฐานในการสร้างอารมณ์ลักษณะต่าง ๆ ของแต่ละฉากได้ พิธีกรรมทางศาสนาก็มีการนำดนตรีเข้าไปมีส่วนร่วมด้วยจึงทำให้มีความขลัง ความน่าเชื่อถือ ความศรัทธา มีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้ดนตรีบางประเภทถูกนำไปใช้ในการเผยแพร่ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของกลุ่มคนหรือเชื้อชาติ บางครั้งมนุษย์เราใช้ดนตรีเป็นเครื่องมือในการแยกประเภทของมนุษย์ออกเป็นกลุ่ม ๆ เช่น วัยรุ่นในเมืองก็จะชอบฟังเพลงที่มีจังหวะหรือทำนองสนุก ๆ ครื้นเครงความรักหวานซึ้งส่วนวัยรุ่นที่อยู่ในชนบทก็มักจะชอบฟังประเภทเพลงเพื่อชีวิต เพลงลูกทุ่ง วัยหนุ่มสาวก็ชอบเพลงทำนองอ่อนหวานที่เกี่ยวกับความรัก สำหรับผู้ใหญ่ก็มักจะชอบฟังเพลงที่มีจังหวะหรือทำนองที่ฟังสบาย ๆ และชอบฟังเพลงที่คุ้นเคย
มนุษย์เราใช้ดนตรีเป็นเครื่องกระตุ้นในการทำกิจกรรมต่าง ๆ เช่นการขับรถ การเรียน การวิ่งเหยาะ ๆ ออกกำลังกาย เป็นต้น ที่กล่าวมาข้างต้นการใช้ดนตรีเหล่านี้มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือใช้ดนตรีเป็นส่วนประกอบในการทำร่วมกับกิจกรรมนั้น ๆส่วนจุดมุ่งหมายอื่นๆเป็นเรื่องรองลงมา
ก่อนที่จะมาเป็นดนตรีให้เราได้ยินได้ฟังกันจนกระทั่งปัจจุบันนี้มนุษย์ได้คิด ได้ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงมาแล้วไม่น้อยกว่าพันปีดังนั้นดนตรีจึงถือได้เป็นสิ่งที่มีมาคู่กับมนุษย์เลยก็ว่าได้
มีดนตรีชนิดหนึ่งซึ่งแตกต่างจากที่ได้กล่าวมาแล้วซึ่งต้องใช้สติปัญญาสมาธิ ความตั้งใจในการฟังดนตรีชนิดนี้เรียกว่าดนตรีคลาสสิก” (Classical Music) ส่วนใหญ่มนุษย์ฟังดนตรีประเภทนี้ฟังเพราะความพอใจและความรู้สึกสนุกสนานในการฟังไม่มีเหตุผลหรือจุดมุ่งหมายใด ๆ
มนุษย์จำนวนมากไม่เข้าใจว่าดนตรีสำคัญอย่างไร ดนตรีจะมีค่าได้อย่างไรในเมื่อเราไม่สามารถใช้มันเพื่อทำอะไรได้เลยเพราะดนตรีเป็นการสื่อในลักษณะของนามธรรม โดยทั่วไปแล้วมนุษย์เราเข้าใจว่าสิ่งของส่วนใหญ่สำคัญเพราะเราจำเป็นต้องใช้มันในลักษณะของรูปธรรม แต่สำหรับดนตรีและงานศิลป์อื่น ๆ เช่น ภาพเขียน รูปปั้น ประติมากรรม บทกวี วรรณคดี ฯลฯ มีเพียงกลุ่มคนที่สนใจจริง ๆ เท่านั้นที่จะเข้าใจและซาบซึ้ง เพราะความสำคัญของสิ่งเหล่านั้นเป็นไปในแง่ของจิตวิทยา ไม่ใช่ในแง่ของการปฏิบัติ
เพราะเหตุใดมนุษย์เราจึงต้องสร้างสิ่งดังกล่าวขึ้นมาซึ่งสิ่งต่าง ๆ เหล่านั้น การประเมินคุณค่าจำเป็นต้องใช้สติปัญญาและความพอใจของคนคนนั้นจึงจะรู้คุณค่า นอกจากนี้ไม่มีใครรู้แน่นอนว่าความพอใจมีมาตรฐานของการวัดอย่างไร ถึงแม้ว่าจะมีทฤษฎีที่น่าสนใจมากมายสำหรับศึกษาเปรียบเทียบ อย่างไรก็ดีสิ่งหนึ่งที่แน่นอนที่สุดคือ การแสดงออกเหล่านี้เป็นสิ่งที่แยกมนุษย์ออกจากสัตว์ เพราะสัตว์ไม่มีดนตรี ไม่มีความงามทางศิลป์ ฯลฯ
นอกจากนี้แล้วมนุษย์ยังแตกต่างจากสัตว์ตรงคำว่า การดำรงอยู่” (Exist) และ การดำรงชีวิต” (Live) มนุษย์เราไม่ต้องการเพียงแต่เพื่อดำรงชีวิตอยู่เท่านั้น แต่มนุษย์เรายังมีความต้องการสิ่งอื่น ๆ เช่น อยากรวยมากขึ้น อยากมีรถหรู ๆ ขับ อยากมีบ้านสวย ๆ อยู่ อยากมีความเป็นอยู่ที่สุขสบายมีสิ่งอำนวยความสะดวกมากขึ้น ในทางตรงกันข้ามสัตว์ไม่ได้มีความต้องการอยากจะได้เช่นเดียวกับมนุษย์


กีตาร์ เครื่องดนตรีที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างสูงตลอดกาล

ที่มา http://angsila.compsci.buu.ac.th/~it450084/music/music_app/music.htm